“ถ้าไปแล้วอยู่ไม่ได้จะทำไง”

 

 

“ถ้าหิวขึ้นมาตอนดึกล่ะจะกินอะไร”

 

 

“ถ้าทำไม่เป็นแล้วเค้าจะว่าอะไรไหม”

 

 

“แล้วถ้า....ฯลฯ”

 

........ SmileySmileySmiley........

 

 

คำถามเป็นชุดยิงรัวออกมาราวเอ็มสิบหกจากเพื่อนคนหนึ่ง

ทันทีที่เขารู้ว่าเราจะไปอบรมวิปัสสนาซึ่งบริษัทเป็นเจ้าภาพ

 

“ถ้าไปแล้วจะได้อะไรกลับมาไม๊ฮึ?”

 

เป็นคำถามปิดท้ายที่ต้องการคำตอบหรือไม่ ก็มิอาจรู้ได้

แต่เราก็ตอบไปอย่างวอนตายว่า...

 

“ถ้ารู้แล้วจะไปเร้อะฮึ?”

 

 

 

 


 

 

 

เพราะเราก็เป็นมนุษย์ "ถ้า" มาก

ที่เกิดในครอบครัวใหญ่ เติบโตในเมืองใหญ่

ไปไหนมาไหนก็ยกโขยงกันเป็นกลุ่มใหญ่

แม้กระทั่งไปปฏิบัติธรรมที่แล้วๆ มาก็ยังอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่

เพราะเรื่องผีนั้นเรื่องใหญ่Smiley จึงอดคิดไม่ได้ว่า...

 

“ถ้าต้องปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมคนเดียว เราจะอยู่ได้ไหมนะ”

 

 

 

พระอาจารย์พรหมวังโสเคยกล่าวไว้ว่า

 

 

“คิดน่ะ มันยากกว่าทำเยอะนะ”

 


บางทีเราอาจจะปล่อยให้“ถ้า” มีอิทธิพลกับชีวิตเรามากเกินไปแล้วก็ได้

แล้วจะเลือกสิ่งที่ยากกว่าทำไม?

ลองทำซะเลยก็หมดเรื่อง...เนาะ

 

 

 

รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกบริษัทส่งมาปฏิบัติธรรมที่จ.ฉะเชิงเทราซะแล้ว

กับโครงการ "การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข" ของคุณแม่สิริ กรินชัย

 

เมื่อย่างก้าวเข้ามาที่นี่...

ก็หมายความว่าการอยู่ตัวคนเดียว 7 คืน 8 วันของเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

(หากจะถอยตอนนี้คงไม่ได้แล้วสินะ...)

 

 

 

แต่พอเห็นที่พักแล้วใจป๊อดๆ ก็กลับชื้นขึ้นมาบ้าง

เพราะที่นี่เป็นกุฏิสร้างด้วยปูนดูมิดชิด ปลอดภัย แต่ละหลังก็ไม่ห่างกันมากนัก

ตกกลางคืนคงไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเป็นแน่แท้Smiley

 

 

เราได้พักหลังนี้ :D ขอบคุณผู้ใจบุญที่บริจาคเงินสร้างมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

 

 

 

 

ด้วยความที่พอมีประสบการณ์จากปีที่แล้วมาบ้าง ปีนี้เลยเตรียมตัวพร้อมเป็นพิเศษ

อะไรที่จะทำให้การปฏิบัติสะดวกขึ้นก็สรรหามาพร้อมสรรพSmiley

 

 

 

 

 

....แต่.....

สี่เท้ายังลื่นปื๊ด.....คนหน้าจืดอย่างปุ๊กหรือจะไม่พลาด

 

 

 

 

 

 

 

เพราะดันประมาทความมืดต่างจังหวัดมากไป

ไฟฉายอันเล็กที่เตรียมมาเลยกลายเป็นไม้จิ้มฟันแทนซะงั้นนิ

 

 

ถึงแม้จะยืมมาจากวิทยากรแต่ก็เหลืออันเล็กสุด มองทางแทบไม่เห็นอยู่ดีง้ะ!Smiley

 

ช่วงเวลาเดินไปเดินกลับที่พัก-ศาลาปฏิบัติจึงเป็นเวลาที่เราต้องใช้สติสุดๆ
เพราะไม่เพียงสิ่งกีดขวางในความมืด แต่ยังมีสัตว์ต่างๆ อยู่ตามรายทางคอยต้อนรับอีกด้วย

จนเพื่อนร่วมปฏิบัติหลายคนบอก (ทีหลัง) ว่าเราดูขลังมาก ไปไหนก็มองพื้นตลอด

ชะรอยจะเป็นชีที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นแน่แท้ ^_^"

 

 

.....แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว.....

 

 

 

 

ภาพลักษณ์มันก็ไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ นะ

 

 

 

 

 

ยิ่งพอกลางคืนเยี่ยมกรายเข้ามา...

เราจึงได้รู้ว่าที่เรากระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเช้านั้นเราเข้าใจผิดทั้งเพ

การที่กุฏิใกล้กันนั้นไม่มีผลอะไรเลย...... ไม่เลยจริงๆ....

 

 

 

 

เตียงไม้ที่ใช้นอนช่างสั่นและลั่นได้หลอนจิตยิ่งนัก

ไม่รวมแสง (คาดว่าไฟฉาย) ที่ส่องเข้าหน้าเราตอนดึกๆ หลายหนแบบไม่รู้ที่มาและไร้เสียงฝีเท้าคน

เดี๋ยวเสียงก๊อกแก๊ก....เสียงจิ้งจกดังก้องในความมืด

 

ในขณะที่บรรยากาศข้างนอกกลับเงียบสนิทจนน่าใจหาย......

.....เงียบเหลือเกิน......

 

 

 

"โบร๋ววววววววววว"

 

เสียงระฆังปลุกตอนตี 4 ยังไม่สู้เสียงหมาหอนที่ดังกว่า

เผลอแป๊บเดียวก็ได้เวลาที่ลูกโยคีต้องตื่นมาปฏิบัติในเช้าวันใหม่Smiley

แต่เราลุกมาล้างหน้าแปรงฟันนานแล้ว...

เพราะเตียงลั่นแอ๊ดอ๊าดจนนอนไม่หลับ

(จะหักก่อนครบ 7 คืนไหมนิ...หวั่นใจเลื้อเกิน )

 

วันที่สองนี้ถือเป็นวันปราบเซียน

เพราะที่นี่มีเวลาพักก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆ (มาก)

นอกนั้นล้วนเป็นเวลาปฏิบัติซึ่งเน้นการเจริญสติและเดินจงกรมมากกว่านั่งสมาธิ

ทำเอาคนที่ชอบนั่งสมาธิไม่ชอบจงกรมอย่างเราปวดระบมไปทั้งตัว

เลยต้องทาน้ำมันมวยของวิทยากรไป ปฏิบัติไป....

ได้อารมณ์ปาเกียว featuring บัวขาวยิ่งนัก

 

และส่วนหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เราปฏิบัติต่อไปไม่ท้อก็ต้องยกให้พวกเขาเหล่านี้

 

 

 

 

คนที่มีปัญหากลับไม่คิดว่าเป็นปัญหา

แล้วถ้าเราที่ไม่มีปัญหา  จะทำตัวมีปัญหาล่ะก็นะ...

แค่คิดก็อายแล้ว

 

 

 

โดยเฉพาะคุณยายเหวียน

คุณยายเดินเข้ามาทักเราเกี่ยวกับเรื่องการทานอาหาร
เพราะเราและคุณยายถือศีลแปดเหมือนกัน

 

วันที่สองนี้เลยมีโอกาสได้ช่วยเหลือคุณยายเล็กน้อย
เช่นตักข้าวตักน้ำให้ พาไปส่งที่โต๊ะอาหารบ้าง 
เพราะคุณยายแก่มากแล้ว ไม่ค่อยมีแรง แถมยังมีโรครุมเร้าอีกต่างหาก

ความชื่นชมที่เรามีต่อคุณยายเลยทำให้เราพอจะมีกำลังใจผ่านสองวันแรกไปได้

แม้จะกระท่อนกระแท่นเพราะเจ็บขาน่าดูก็ตามที -_-"

 

 

แต่พอเริ่มต้นวันทีี่สามเท่านั้นล่ะพี่น้อง.... ความเจ็บก็พุ่งถึงขีดสุด Smiley

จวนจะทนไม่ไหวอยู่รอมร่อ ขาเดี้ยงแหล่มิเดี้ยงแหล่

จังหวะที่ใกล้จะได้พักเราจึงตั้งใจว่าจะขอไปนั่งพักนวดน้ำมันปาเกียวสักหน่อย

 

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่คุณยายเหวียนเรียกเราไว้...

“หนู...เดี๋ยวไปห้องยายหน่อยนะ”

 

คุณยายย้ำหลายครั้งหลายคราเหมือนมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนมาก

เราจึงตกลงอย่างว่าง่ายแบบลืมเจ็บขาไปชั่วขณะ

เพราะคิดว่าคุณยายอาจจะไม่สบายต้องการคนไปส่งหรือเปล่า

แต่แล้วเมื่อเดินไปได้ครึ่งทางคุณยายก็กลับเฉลยให้เราผิดคาด....

 

“ยายจะเอาใบให้...เค้าฝากมาให้ทำบุญ จะเอาบุญให้หนูด้วย"

 

 

 

 

นอกจากตอนนั้นจะบ่จี๊แล้ว

เรายังอดมองโลกแง่ร้ายตามประสาคนกรุงในดงพุทธพาณิชย์ไม่ได้ว่า

การคะยั้นคะยอมาก = ดูไม่น่าไว้ใจมาก

 

ยิ่งคุณยายมาเกาะแขนเราไว้ ย้ำให้เราไปที่ห้องมากครั้งแค่ไหน

ใจเราก็ยิ่งสวนทางมากเท่านั้น นี่ถ้ายิ่งเป็นวัดที่เราไม่ศรัทธา เราจะทำไงดีนะ

 

 

...และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เราคิดผิด...

 

 

เพราะใบที่ว่าคือ “ใบอนุโมทนาบัตร” ที่คุณยายไปทำบุญมา

 

ท่านเอามาเพื่ออยากให้เราได้ร่วมอนุโมทนา

ท่านต้องการแบ่งบุญให้เราต่างหาก

ไม่มีคำพูดเพื่อเรี่ยไรให้ทำบุญเลยแม้แต่คำเดียว...

 

ยิ่งไปกว่านั้น...ท่านยังสอนการปฏิบัติให้เราอย่างตั้งใจ

สอนให้มีสติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

เพราะนั่นคือหัวใจของการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่นคำสอนช่วงหนึ่งของคุณยายที่ว่า...

 

“การทำความดีจะทำให้เราอยู่ในโลกนี้และโลกหน้าอย่างคนที่ทุกข์น้อย

แต่การทำให้เราไม่ทุกข์อีกมีแค่การปฏิบัติเท่านั้นแหละหนู

การปฏิบัติไม่ใช่หนีทุกข์ แต่เมื่อเกิดทุกข์ให้เรามีสติ


ธรรมดาโลกมีเรื่องมากระทบตลอด

แต่หากหนูมีสติหนูจะไม่หวั่นไหวมากจนเกินไป...นี่ล่ะประโยชน์ของสติ”

 

 

 

 

ยิ่งคุณยายเมตตาแนะนำเรามากเท่าไหร่ ให้ศีลให้พรเรามากเท่าไหร่

เราก็ละอายแก่ใจตัวเองที่มองคุณยายในแง่ร้ายและสำนึกมากขึ้นเท่านั้นว่า

 

เราปล่อยให้ "ถ้า" มันมีอิทธิพลกับชีวิตมากไปแล้วจริงๆ ด้วยนะ....

 

 

แต่เพราะการได้คุยกับคุณยายแท้ๆ...

เราถึงได้หันมาตั้งใจปฏิบัติอย่างหมดถ้า

และได้พบคำตอบอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยได้พบเจอมาก่อน

แถมยังทำให้เวลาผ่านไปไวจนคิดไม่ถึง

จากวันที่ 3...4...5...6...

จนเผลอแป๊บเดียวก็ได้เวลาที่จะต้องปิดการอบรมในครั้งนี้แล้ว

 

 

 

 

เนื่องจากตอนที่ไปเป็นช่วงวันเกิดของอ.นิศารัตน์ วิทยากรหลักของการอบรมครั้งนี้

ลูกโยคีเลยมีเซอร์ไพรส์วันเกิดให้อ.นิศารัตน์ด้วยการมอบดอกไม้ให้ในวันปิดด้วยค่ะ น่ารักดีSmiley

 

 

 

 

ภาพประทับใจระหว่างอ.นิศารัตน์กับพี่หมอท่านหนึ่ง

พี่หมอแอบมากระซิบตอนวันกลับว่าอยากคุยด้วยมาตลอดแต่ไม่กล้า

เพราะนึกว่าเราบวชชีอยู่ที่นี่ กลัวทักแล้วจะบาป

หารู้ไม่ว่าเราก็อยากคุยกับพี่หมอมาตั้งแต่วันแรกๆ แต่ไม่กล้าเหมือนกัน

ถ้ามาอ่านเจอก็อยากบอกว่าพี่หมอน่ารักมากเลยค่ะ Smiley

เห็นหน้าแล้วถูกชะตาแบบไร้คำอธิบาย  

 

 

 

-------------------------------

 

 

 

ได้มาอยู่กับตัวเองครั้งนี้ นอกจากจะได้คำตอบว่า "เราอยู่ได้" แล้วSmiley
เรายังได้อีกหนึ่งคำตอบติดตัวกลับบ้านไปด้วย

 

 

 

*"ยิ่งเราอยู่ในวงล้อมของคนอื่นมากเท่าไร เราจะยิ่งค้นหาตัวเองไม่เจอเท่านั้น 

เพราะเรามักจะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นตลอดเวลา 

คอยแต่จะดูว่าคนนั้นดี..คนนี้ชั่ว..คนนั้นถูก..คนนี้ผิด...

นั่นเรามองเห็นแต่คนอื่น เรามองออกไปข้างนอก  มองรอบตัว

แต่เราไม่เคยมองเห็นตัวของเราเองเลย..."

 

 

 

 

 

*ที่มา : หนังสือทางพ้นกรรม  ผู้เขียน : คุณพัชราภา

 

.........................................

 

 

หนหน้าถ้าเพื่อนถามอีกว่าไปแล้วได้อะไร เราอาจจะตอบได้อย่างเต็มปากแล้วว่า

"ก็ได้กระจกกลับมาหนึ่งบานไงฮึ" Smiley

 

 

ถ้ามากก็มากเรื่อง การทำเรื่องง่ายๆ อย่างหยิบกระจกมาส่องใจตัวเอง

มันอาจจะทำให้เราพบคำตอบได้เร็วกว่าที่คิดก็ได้เนอะ ^^